10 เทรนด์ออกแบบเว็บไซต์ 2023 ที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ ตรงใจผู้ใช้งาน

เทรนด์ออกแบบเว็บไซต์ 2023

เทรนด์ออกแบบเว็บไซต์ 2023 เป็นแนวทางที่ใช้กำหนดทิศทางในการทำงานออกแบบเว็บไซต์ให้ดูโมเดิร์น เข้ากับยุคสมัย ดูใหม่และสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้กับการทำเว็บไซต์ประเภทต่างๆ อย่างเช่น เว็บอีคอมเมิร์ซขายสินค้า เว็บบริษัท หรือเว็บบริการ ไปจนถึงเว็บบล็อก ซึ่งการหยิบเอาเทรนด์ออกแบบเว็บมาใช้กับงานเว็บไซต์ของตัวเองจะสื่อถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์และเนื้อหาในเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี และเทรนด์ใหม่ๆ ยังช่วยสร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้กับผู้เข้าชมเว็บได้ดีอีกด้วย ทำให้เกิดการจดจำและการกลับมาที่เว็บซ้ำอีกหลายรอบ และนั่นก็ยิ่งส่งผลดีให้กับเว็บไซต์ของเรา จะมีเทรนด์แบบไหนกันบ้างที่น่าสนใจ ไปดูกันต่อเลย

Plaradise รับทำเว็บไซต์ WordPress โดยนักออกแบบมืออาชีพ

10 เทรนด์ออกแบบเว็บไซต์ 2023

เทรน์การออกแบบเว็บในปีนี้โดยภาพรวมแล้วมีทั้งเทรนด์ที่เน้นในเรื่องของความสวยงาม น่าดึงดูดใจ ดูสะดุดตาในหมู่ผู้ใช้งาน และยังมีเรื่องของการเน้นฟังก์ชั่นการใช้งาน ไปจนถึงการให้ user หรือผู้ใช้งานนั้นมีส่วนร่วมกับตัวเว็บมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงความต้องการและตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากที่สุด อยากสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเองคลิกเลย

1. Nostalgia , Y2K

ถ้าใครอายุ 30+ จะต้องรู้จักเทรนด์ Y2K อย่างแน่นอน กระแสของ Y2K หรือสไตล์ยุคปี 2000 กำลังกลับมาและเป็นที่พูดถึงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเทรนด์นี้ถูกนำไปใช้ในทุกวงการตั้งแต่แฟชั่น ดนตรี งานออกแบบภายใน งานศิลปะ และแน่นอนงานเว็บไซต์ก็มา ซึ่งคนที่ปลุกกระแสนี้ก็คือเหล่า Gen Z นั่นเอง

งานแนว Y2K บางคนอาจจะรวมมันอยู่ในโทนของงานแนว Retro , งานแนว Pixel , Millenium , การใช้สีสะท้อนแสงก็ได้ ซึ่งเราอาจจะหยิบเอาชิ้นส่วนเด่นๆ มาตกแต่งในงานให้พอได้บรรยากาศ แล้วค่อยเติมเนื้อหาที่สำคัญของเว็บลงไป เพื่อให้ภาพรวมของงานไม่ดูรกหรือวุ่นวายจนเกินไป สามารถดูตัวอย่างงานแนว Y2K ได้ที่ Web Design Museum

ตัวอย่างฟ้อนต์ที่ใช้เช่น sans serif , monospaced และฟ้อนต์แนว Pixel เป็นต้น

เหมาะกับงานเว็บเอเจนซี่ เว็บพอร์ทโฟลิโอส่วนตัว เว็บขายสินค้าแฟชั่นสตรีท

เทรนด์ออกแบบเว็บไซต์ 2023 Y2K

ตัวอย่างงานเว็บ Gucci

ตัวอย่างงานแนว Y2K เพิ่มเติม behance.net

2. Flat Design

การออกแบบแนว Flat Design หรือการใช้ภาพแบนๆ ไม่มีมิติ เป็นการใช้ภาพประกอบที่ใช้รูปทรงแบบง่ายๆ ใช้สีสว่างสดใส มีแนวทางมินิมัล คือ น้อยแต่มาก ซึ่งแนวทางของ Flat Design มักใช้กับหน้าเพจที่เป็น User-Friendly หรือหน้าที่ต้องการให้ผู้ใช้งานเข้าถึงง่าย งานแนวนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น อาจจะไม่เหมาะกับงานที่เน้นทางการ หรือแนวอุตสาหกรรมมากนัก อย่างไรก็ดี การเลือกใช้ Flat Design นั้นไม่มีข้อจำกัด หรือกฎเกณฑ์ตายตัวขึ้นอยู่กับว่านักออกแบบอยากจะเลือกมันไปใช้กับสิ่งใดให้เหมาะสมมากที่สุด

เหมาะกับงานประเภทธุรกิจการศึกษาต่อต่างประเทศ โรงเรียน งานศิลปะ ครีเอทีฟ

เทรนด์ออกแบบเว็บไซต์ 2023

ตัวอย่างงานเว็บ orizon

3. Minimalism

แนวทางมินิมัลลิสต์ (น้อยแต่มาก) ยังคงเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการออกแบบแนวทางนี้เน้นไปที่การใช้งานมากกว่าเรื่องอื่นๆ อาจจะมีภาพประกอบสวยๆ คลีนๆ และมีแคปชั่นสั้นๆ แค่นั้นจบ (อย่างที่รู้กันว่าการออกแบบให้ User คลิกปุ่มที่เราต้องการนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย) การออกแบบแนวมินิมัลลิสต์นั้นสามารถนำไปปรับใช้ได้กับแทบทุกธุรกิจเลยทีเดียว สำหรับคนที่มองหางานแนวมินิมัลลิสต์ ไปดูตัวอย่างเพิ่มเติมกันได้ที่นี่ 15 แหล่งไอเดียการออกแบบเว็บ

เหมาะกับงานเว็บไซต์ประเภทธุรกิจ องค์กรต่างๆ หรืออาจจะเป็นเว็บแฟชั่น ที่ต้องการเน้นเรื่องของแบรนด์และภาพลักษณ์ให้ดูหรูหรา มีความมืออาชีพ และมีสไตล์

เทรนด์ออกแบบเว็บไซต์ 2023 มินิมัล

ตัวอย่าง เว็บตลาดซื้อขายผลงานศิลปะ NFT SuperRare

Plaradise รับทำเว็บไซต์ WordPress โดยนักออกแบบมืออาชีพ

4. Chatbots

ปัจจุบันการใช้ Chatbot กับเว็บไซต์เริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Airasia , แอปธนาคาร SCB เป็นต้น ซึ่ง Chatbots นั้นเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เลียนแบบการสนทนาของมนุษย์ นักออกแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นสามารถนำไปใช้ในการดูแลลูกค้า ตอบคำถามที่พบบ่อย หรือใช้ในการโปรโมตผลิตภัณฑ์และบริการได้

แชทบอทเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับหลายๆ ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจบริการต่างๆ แชทบอทสามารถช่วยปรับปรุงความพึงพอใจของลูกค้า ช่วยเพิ่มยอดขาย และแชทบอทยังทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถช่วยเหลือลูกค้าได้แม้ในยามที่พนักงานตัวจริงไม่อยู่ได้อย่างดีอีกด้วย

นอกจากนี้แล้วยังมี Chatbot ตัวดังอย่าง ChatGPT ที่เพิ่งปล่อยออกมาให้คนทั่วไปสามารถใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้หาคำตอบง่ายๆ เช่น หาความหมายของคำ ไปจนถึงการสั่งให้เขียนบทความ หรือเขียนโค้ดเลยก็ยังได้ ซึ่งคนที่สนใจอยากนำ Chatbot ตัวนี้ไปใช้ก็สามารถเสียเงินซื้อเป็นแพกเกจในราคาสบายกระเป๋าแล้วก็เชื่อม api เข้ากับเว็บของเราได้เลย

เหมาะกับงานเว็บด้านบริการ การแพทย์ จองตั๋วเครื่องบิน และเว็บที่มีฐานผู้ใช้งานในปริมาณมาก

เทรนด์การใช้ Chatbot

ตัวอย่าง Chatbot Airasia

เทรนด์การใช้ Chatbot

ตัวอย่างการใช้งาน ChatGPT

5. Metaverse , Illustrations , 3D

เมื่อเทรนด์ของ Metaverse หรือโลกเสมือนจริงได้ถูกพูดถึงกันมากขึ้น การออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นไปในแนวทางของโลก Metaverse โดยการใช้งานภาพประกอบลายเส้นสวยๆ ภาพแนวอะนิเมชั่น ไปจนถึงการใช้ภาพที่เป็นทรง 3D เลยเป็นที่นิยมตามไปด้วย และยังคงความแรงไม่มีตก เพราะการนำเสนอด้วยรูปแบบหรือแนวทางเหล่านี้นั้นสื่อถึงความทันสมัย เทคโนโลยี และโลกอนาคตได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น cryptosummer.co

เหมาะอย่างยิ่งกับงานเว็บไซต์ประเภทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ และโลกการเงินสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เว็บขายงาน NFT เป็นต้น

 NFT Blog

6. Personalization

การออกแบบเว็บเฉพาะบุคคลเป็นอีกเทรนด์ที่กำลังมาแรงในยุคนี้ ซึ่งจะทำงานโดยการให้เราเลือกคำตอบที่ตรงกับความต้องการของเราสักเล็กน้อย จากนั้นระบบก็จะทำการประมวลผลแล้วเลือกสิ่งที่เหมาะกับเราออกมาให้ ตัวอย่างเช่น Koph เว็บและแอปที่จะช่วยเลือกเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ส่งตรงจากโรงคั่วถึงมือคุณได้ง่ายๆ เพียงแค่เลือกตัวเลือกที่ชอบ จากนั้นระบบจะทำการคัดเลือกกาแฟที่เหมาะกับคุณมาให้ ไปทดลองเล่นกันได้

การทำเว็บแบบ Personalization หรือเว็บเฉพาะบุคคลนั้นกำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดต่างประเทศมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ส่วนในตลาดเมืองไทยนั้นก็ยังถือเป็นเรื่องใหม่อยู่มาก เหตุผลที่ควรนำเว็บเฉพาะบุคคลไปใช้งานก็คือ เว็บรูปแบบนี้ช่วยสร้าง User Experience หรือ ประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดี ทำให้คนมีส่วนร่วมกับตัวเว็บมากขึ้น ส่งผลให้ User หรือผู้ใช้งานมีแนวโน้มที่จะใช้งานเว็บนั้นๆ เพิ่มมากขึ้น ช่วยเพิ่มยอดผู้ใช้งานและการกลับมาใช้ซ้ำได้อย่างดีอีกด้วย

เหมาะกับงานเว็บขายสินค้าที่มีแบรนด์อยู่แล้ว บริการที่มีตัวเลือกเยอะ มีสินค้าเยอะแต่อยากพัฒนาระบบให้ตรงใจผู้บริโภคมากขึ้น

เทรนด์การทำเว็บแบบ Personalization

7. Lightweight

ตัวเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย รวดเร็ว และถูกปรับแต่งให้เหมาะสมกับประสบการณ์ของผู้ใช้ ทั้งในส่วนของหน้าแสดงผลและส่วนของหลังบ้านจะกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น ในปี 2023 คนเข้าใช้งานเว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่ชอบการรอคอย และไม่เพียงเท่านั้น ยังมีผู้ใช้งานจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ ผ่านอุปกรณ์มือถือหรือเครือข่ายโทรคมนาคมที่อาจมีการโหลดช้า สัญญาณไม่แรง เน็ทสปีดใกล้หมดและปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย จึงทำให้เว็บที่ต้องรอโหลดนาน คนเหล่านี้จะไม่รอแล้วหนีไปหาเว็บใหม่ทันที ดังนั้นแนวโน้มของเว็บไซต์ที่มีขนาดเล็กและสามารถทำให้ user ได้รับสิ่งที่ต้องการและเพลิดเพลินไปกับการเข้าถึงเว็บไซต์ในเวลาอันรวดเร็วจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ตลอดเวลาที่ผ่านมาของประวัติศาสตร์การใช้งานอินเทอร์เน็ต นักออกแบบมักจะจำกัดจำนวนรูปภาพและงานกราฟฟิกเพื่อเพิ่มความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ ถึงแม้ว่าสิ่งนี้จะไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่คุณยังต้องคอยระวังว่าไฟล์มีเดียบนเว็บไซต์ของคุณจะมีขนาดใหญ่เกินไปหรือเปล่าอยู่ดี

ทุกวันนี้มีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเซฟภาพให้เป็นไฟล์ WebP และเทคนิคต่างๆ อย่างเช่น การทำ Lazy Loading จะช่วยให้คุณเพิ่มภาพประกอบและไฟล์สื่อทั้งหมดที่คุณต้องการโดยไม่กระทบกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานเลย

เหมาะกับการนำไปใช้กับเว็บเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะเว็บบล็อกซึ่งมีเนื้อหาเยอะ แต่ต้องโหลดเร็วด้วย

เทรนด์การทำเว็บให้บางเบา

ตัวอย่างเว็บ summerteas.com

8. Responsive Design

เว็บที่มีความเป็น Responsive หรือเว็บที่สามารถแสดงผลได้บนทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ท คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ค ยังคงเป็นเทรนด์สำคัญที่ต้องถูกนำไปใช้ในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารมีมากมายหลายขนาด และคนส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะเข้าไปดูเว็บต่างๆ ที่ตัวเองสนใจผ่านสมาร์ทโฟรหรือแท็บเล็ตมากขึ้นด้วย

เหมาะกับเว็บทุกประเภท เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลย

ทำเว็บแบบ Responsive

9. Gradients

เทรนด์การทำเว็บแบบไล่สียังคงเป็นที่นิยมในปี 2023 นี้ เทรนด์นี้สื่อถึงความทันสมัย มีสุนทรียภาพ และเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับเว็บไซต์ของคุณ รูปแบบ gradients คือ สีประเภทหนึ่งที่มีการไล่ระดับ เปลี่ยนสีจากสีหนึ่งไปยังอีกสีหนึ่งแบบไกล่เสียให้มีความสมูธ ช่วยเพิ่มความลึก เพิ่มมิติให้กับหน้าตาเว็บไซต์ของคุณได้เป็นอย่างดี และคุณยังสามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความรู้สึกของการเคลื่อนไหวและมีพลังงานไหลเวียนได้อีกด้วย

เหมาะกับเว็บที่ต้องการความสดใส หรือเว็บที่มีเนื้อหาไปทางร่วมสมัย แฟชั่น

เทรนด์การใช้สีแบบ Gradient

ตัวอย่างงานเว็บ Horospaces

10. Neumorphism

Neumorphism เป็นรูปแบบหนึ่งของแนวทาง minimalism หรือความเรียบง่าย โดยใช้รูปลักษณ์ที่มีความนุ่มนวลและบางเบา มักใช้เป็นสีพาสเทลที่มีคอนทราสต์ต่ำ ส่วนขององค์ประกอบต่างๆ มักจะใช้เป็นสีเดียวกับพื้นหลัง ซึ่งจะแยกความแตกต่างได้ด้วยเงาและไฮไลต์รอบๆ ชิ้นส่วนนั้นๆ เท่านั้น

เทรนด์นี้ได้รับความนิยมเนื่องจากมันสามารถเพิ่มความลึกและมิติให้กับหน้าเว็บไซต์และอินเทอร์เฟซแอปของคุณได้ นอกจากนี้ หน้าตาเว็บในรูปแบบของ Neuromorphic ยังใช้งานง่ายและช่วยนำทางไปยังจุดต่างๆ ของเว็บได้ง่ายอีกด้วย เพราะมันช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจว่าต้องไปที่ใด

เหมาะกับเว็บองค์กรที่ต้องการความเรียบหรู เรียบง่าย

เทรนด์การทำเว็บแนว Neumorphism

ตัวอย่างงาน neumorphism

สรุปเทรนด์การออกแบบเว็บ 2023

เทรนด์การออกแบบเว็บของปี 2023 ดูจะเน้นไปที่การ interactive หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานเว็บมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ เพราะในปัจจุบันอัตราการเติบโตของการใช้งานอินเตอร์เน็ท การใช้สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียในกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยนั้นมีจำนวนมากขึ้น มีการใช้งานเว็บไซต์และแอปต่างๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งเว็บและแอปส่วนใหญ่ได้ถูกพัฒนาให้มีความเป็น user friendly หรือเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน มีหน้าตาสวยงาม มีลูกเล่นและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบโจทย์กับความต้องการมากขึ้น ทำให้ user รู้สึกสบายใจและอยากที่จะกลับไปใช้งานซ้ำ

ในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่คอยช่วยเหลือผู้ใช้งานให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยน user experience ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ใน Metaverse , Web3 หรือโลกดิจิทัลแบบอื่นๆ เท่านั้น แต่รวมไปถึงส่วนเล็กๆ แต่มีความหมายอย่างการใช้งานอินเตอร์เน็ทเป็นประจำด้วย

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ เว็บไซต์ในยุคสมัยใหม่นั้นมีชีวิตชีวา มีลมหายใจกว่าแต่ก่อน เป็นสถานที่ที่นักออกแบบและผู้ใช้งานได้ค้นพบแนวทางใหม่ๆ ในการตอบสนองซึ่งกันและกัน และมีส่วนร่วมกันมากขึ้น ซึ่งก็เป็นรื่องที่น่ายินดีสำหรับวงการการออกแบบเว็บไซต์และการพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้งานด้วย

อ้างอิง

https://webflow.com/blog/web-design-trends-2023

https://www.envato.com/blog/app-design-trends/